การพัฒนากฎหมายของส่วนราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553

Posted 01/27/2010 - 13:51 by admin

 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการพัฒนากฎหมายของส่วนราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553  ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
          1. การพัฒนากฎหมายของส่วนราชการ ให้ส่วนราชการจัดทำแผนในการยกเลิก ปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายที่ส่วนราชการรักษาการ หรืออยู่ในความรับผิดชอบของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานในกำกับเกี่ยวกับการอนุมัติหรืออนุญาตทั้งที่มีใบอนุญาตและไม่มีใบอนุญาต แต่เป็นการอนุมัติหรืออนุญาตที่ไม่ถูกต้อง ไม่มีความ จำเป็นหรือไม่เหมาะสม เช่น ซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น ล้าสมัย หรือสร้างภาระให้กับผู้ขอรับอนุมัติหรือผู้ขอรับอนุญาตเกินความจำเป็นเมื่อเทียบกับประโยชน์ของประชาชนและส่วนราชการ โดยการดำเนินการแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการจัดทำแผนพัฒนากฎหมายในปีงบประมาณ พ.ศ.2553  และระยะที่ 2  เป็นการจัดทำกฎหมายตามแผนพัฒนากฎหมายที่ได้รับอนุมัติให้แล้วเสร็จในปีงบประมาณ พ.ศ.2554
             การพัฒนากฎหมายดังกล่าวสอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ในนโยบายด้านกฎหมายและยุติธรรมที่มีนโยบายในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยและเปิดช่องให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบกับการพัฒนากฎหมายให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม และการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล
          2. การพัฒนากฎหมายของส่วนราชการ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
             (1) การพัฒนากฎหมายสำหรับส่วนราชการระดับกรมทั่วไป ซึ่งมีแนวทางการดำเนินการที่สำคัญ ดังนี้
                 (1.1) ขั้นตอนที่ 1 แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้
                       (1.1.1) ขั้นตอนที่ 1.1 ส่วนราชการ สำรวจ ตรวจสอบ และรวบรวมรายชื่อกฎหมายที่ส่วนราชการรักษาการหรืออยู่ในความรับผิดชอบ ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานในกำกับให้ครบถ้วนถูกต้อง
                       (1.1.2) ขั้นตอนที่ 1.2 ส่วนราชการ สำรวจ ตรวจสอบ และรวบรวมบทบัญญัติของกฎหมายตามขั้นตอนที่ 1.2 ที่เกี่ยวกับการอนุมัติหรืออนุญาตทั้งที่มีใบอนุญาต และไม่มีใบอนุญาต พร้อมระบุหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติ เช่น ต้องได้รับการพิจารณาร่วมกันหรือต้องได้รับการอนุมัติหรืออนุญาตร่วมกับส่วนราชการรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่น
                 (1.2) ขั้นตอนที่ 2 ส่วนราชการ ศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติของกฎหมายตามขั้นตอนในข้อ (1.1.2)  ว่ามีความถูกต้อง ความจำเป็นหรือความเหมาะสม เช่น ขัดหรือแย้งกับกฎหมายอื่นทั้งในระดับที่สูงกว่าหรือในระดับเดียวกัน ซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น ล้าสมัย หรือสร้างภาระให้กับผู้ขอรับอนุมัติ หรือผู้ขอรับอนุญาตเกินความจำเป็นหรือไม่ประการใด เมื่อเทียบกับประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักและประโยชน์ของส่วนราชการ หากเห็นว่าบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่ถูกต้อง ไม่มีความจำเป็นหรือไม่มีความเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ข้างต้นแล้วให้เสนอยกเลิก หรือปรับปรุงแก้ไขแล้วแต่กรณี ในกรณีบทบัญญัติของกฎหมายที่เสนอขอยกเลิกหรือปรับปรุงแก้ไขเกี่ยวข้องกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ให้ประสานการดำเนินการในลักษณะบูรณาการ
                 (1.3) ขั้นตอนที่  3  ส่วนราชการนำผลการดำเนินการตาม (1.1) - (1.2)  เผยแพร่ใน website ของส่วนราชการ และจัดทำการรับฟังความคิดเห็นของผู้อยู่ใต้บังคับของกฎหมาย หรือผู้มีส่วนได้เสียในกฎหมาย (Focus Group)
                 (1.4) ขั้นตอนที่ 4 จัดทำแผนพัฒนากฎหมายของส่วนราชการ และเสนอแผนพัฒนากฎหมาย โดยระบุกฎหมายและบทบัญญัติที่จะยกเลิก หรือปรับปรุงแก้ไข พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนในการยกเลิกหรือปรับปรุงแก้ไขกฎหมายกับแจ้งรายชื่อกฎหมายที่จะดำเนินการร่างเพื่อยกเลิกหรือปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าว โดยระบุหลักการและเหตุผล สรุปสาระสำคัญเสนอคณะกรรมการพัฒนากฎหมายระดับกระทรวง พิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบ ในกรณีส่วนราชการสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี หรือส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ให้นำแผนพัฒนากฎหมายเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนากฎหมายของตนให้ความเห็นชอบ
                 (1.5) ขั้นตอนที่ 5 นำแผนพัฒนากฎหมายที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนากฎหมายระดับกระทรวง หรือคณะกรรมการพัฒนากฎหมายของกรม เสนอรัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแลแล้วแต่กรณีอนุมัติ แล้วส่งมาที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2553
                 ในกรณีที่ส่วนราชการใดดำเนินการจัดทำแผนพัฒนากฎหมายแล้วเสร็จ และสามารถเสนอร่างกฎหมายตามแผนพัฒนากฎหมายที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายในวันที่ 30 กันยายน 2553 หรือจัดทำกฎหมายตามแผนพัฒนากฎหมายที่ส่วนราชการสามารถออกได้เอง และประกาศใช้บังคับได้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2553  ให้คณะกรรมการเจรจาข้อตกลงและการประเมินการพัฒนากฎหมายของส่วนราชการ นำหลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินการจัดทำแผนพัฒนากฎหมายมาประเมินการจัดทำร่างกฎหมายโดยอนุโลม และหากส่วนราชการนั้นดำเนินการจัดทำแผนพัฒนากฎหมายหรือ จัดทำร่างกฎหมายรายฉบับไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ขั้นตอน หรือวิธีการ ให้คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการเจรจาข้อตกลงและการประเมินการพัฒนากฎหมายของส่วนราชการมีอำนาจในการไม่ปรับลดคะแนนสำหรับการไม่ดำเนินการดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควร
                 กรณีส่วนราชการใดไม่มีกฎหมายที่จะต้องดำเนินการข้างต้น ให้แจ้งขอยกเว้นการดำเนินงานดังกล่าวต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาต่อไป
             (2) การพัฒนากฎหมายสำหรับสำนักงานปลัดกระทรวง ยกเว้นสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กรณีที่สำนักงานปลัดกระทรวงไม่มีกฎหมายพัฒนา ให้สำนักงานปลัดกระทรวงรวบรวมแผนพัฒนากฎหมายของส่วนราชการในกระทรวงส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2553
          3. กระบวนการดำเนินการ
             (1) การดำเนินการของส่วนราชการ
                 (1.1) จัดทำแผนพัฒนากฎหมายในความรับผิดชอบตามข้อ 2 (1) และ (2)
                 (1.2) จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนากฎหมายระดับกระทรวง หรือกรม โดยอาจประกอบด้วยผู้แทนส่วนราชการในกระทรวง กรม ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ในกฎหมายของกระทรวง หรือกรมนั้น ๆ เพื่อพิจารณากลั่นกรองให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาหารือในอันที่จะทำให้การพัฒนากฎหมายของแต่ละกระทรวง หรือกรมนั้น ๆ ดำเนินไปด้วยความราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ให้มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547
             (2) การเจรจาและประเมินแผนพัฒนากฎหมายจัดให้มีคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการมีอำนาจหน้าที่ในการเจรจาและประเมินแผนพัฒนากฎหมายของส่วนราชการ กับมีอำนาจหน้าที่ในการเจรจาและประเมินแผนพัฒนากฎหมายของส่วนราชการ กับมีอำนาจหน้าที่ในการเจรจาและประเมินผลการจัดทำกฎหมายตามแผนดังกล่าวด้วย จำนวนคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการให้เป็นไปตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเห็นสมควร
             (3) การพิจารณาอุทธรณ์ของส่วนราชการ จัดให้มีคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ผลการประเมินการพัฒนากฎหมายของส่วนราชการ ซึ่งประกอบด้วย  ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนส่วนราชการต่าง ๆ เช่น  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นต้น
             (4) การกำกับและติดตาม จัดให้มีคณะกรรมการกำกับติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานพัฒนากฎหมายของส่วนราชการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนส่วนราชการต่าง ๆ รวมถึงผู้แทนภาคเอกชนและผู้แทนภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นกรรมการ โดยมีสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นฝ่ายเลขานุการ
             (5) การให้คำแนะนำและติดตาม
                 (5.1) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะจัดให้มีการสัมมนาหรือเชิญผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงแนวทางการดำเนินงานและรับฟังความคิดเห็นจากส่วนราชการ รวมทั้งรับฟังปัญหาและอุปสรรคการดำเนินงานตามที่เห็นสมควร
                 (5.2) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้ติดตามการดำเนินงานของส่วนราชการต่างๆ เป็นระยะๆ และแก้ไขปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานของส่วนราชการต่างๆ
                 (5.3) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้จัดทำปฏิทินการพัฒนากฎหมายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 เพื่อใช้ประกอบการกำกับและติดตามของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการต่างๆ

          --ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ (นายกรัฐมนตรี) วันที่  26 มกราคม 2553