|
|
|
|
||||
ธนาคารชุมชน...ให้คนจนได้เข้าถึงแหล่งทุน300,000ราย
Posted 02/08/2010 - 10:38 by admin
จากการเดินทางไปเยี่ยมเยียน ประเทศเพื่อนบ้านแถวภูเขาหิมาลัย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้นำสื่อมวลชนสายการเงินการธนาคาร ไปพบกับธนาคารชุมชนของประเทศเนปาล ที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ พศ.2511 ธนาคารดังกล่าว เกิดขึ้นในชื่อของ"ธนาคารเพื่อพัฒนาการเกษตรแห่งประเทศเนปาล" หรือ Agitcultural Dever lopment Bank , Nepal ADBN) ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ธนาคารเพื่อพัฒนาการเกษตรจำกัด หรือ Agricultural Deverlopment Bank Limeted: ADBL)
ADBL เป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการทางการเงินแก่ชาวชนบทเพื่อสร้างรายได้และสร้างงานในท้องที่ห่างไกล และถึงแม้ว่าสภาพแวดล้อมจะไม่เอื้ออำนวย (ประมาณ หนึ่งในสามของเขตทั้งหมดยังไม่มีถนนเข้าถึง) ADBL ก็ยังมีความสามารถให้บริการแก่ลูกค้าของตนได้ ทั้งนี้มีการปฏิรูปองค์กรให้ธนาคารซึ่งครั้งหนึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าของกลายมาเป็นสถาบันที่ให้บริการทางการเงินในชนบทอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นผู้สนับสนุนต่อระบบ สหกรณ์การเกษตรรายเล็ก โดยมีโครงการเกษตรกรรายเล็ก ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญอย่างหนึ่งของธนาคารในการเข้าถึงคนยากจน ในขณะเดียวกันก็ทำให้เป็นองค์กรที่มีความยั่งยืนทางการเงินด้วย
ADBL เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นโดย พ.ร.บ.ธนาคารเพื่อการพัฒนาการเกษตรแห่งประเทศเนปาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการปรับปรุงการผลิตและผลิตภาพในภาคส่วนการเกษตรโดยผ่านการให้สินเชื่อ ธนาคารรับเอาทรัพย์สินและหนี้สินของธนาคารเพื่อการสหกรณ์ ADBN (ก่อตั้งเมื่อปี 2506) ภายใต้การของกระทรวงการคลังในปี 2540 แต่เกิดปัญหาความไม่เพียงพอทางการเงิน จึงต้องใช้มาตรการเปลี่ยนแปลงนโยบายหลายด้าน โดย
1.ด้านพัฒนา ให้สินเชื่อเพื่อการปรับปรุงการผลิต และผลิตภาพในภาคส่วนการเกษตรและเพื่อพัฒนาในพื้นที่ชนบท
2.การเงินรายย่อย ให้ดำเนินการเพื่อลดปัญหาความยากจนโดยผ่านโครงการพัฒนาเกษตรกรรายเล็ก ซึ่งเป็นโครงการลดปัญหาความยากจนหลักโครงการแรกซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2518
3.ธนาคารพาณิชย์ เป้าหมายหลักคือการระดมเงินออมในชนบท เพื่อเป็นช่องทางสู่ภาคชนบทในแง่ของเครือข่ายสาขา บัดนี้ ธนาคารADBL เป็นธนาคารใหญ่ที่สุดในประเทศเนปาลโดยมีสาขา มากกว่า 500 สาขา
ADBL ใช้โครงการสร้างที่มีการกระจายอำนาจเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมทุกอำเภอของประเทศเนปาล แม้แต่พื้นที่ที่ยังขาดแคลนการให้บริการโดยสถาบันการเงิน โดยใช้เครือข่ายเช่น SFCL (Small Farmer Cooperatives Limited) ในการลดค่าใช้จ่ายและเข้าถึงชนบท
ADBL ได้ทำการปรับโครงสร้างใน 3 ระยะโดยระยะที่ 1 เน้นการพัฒนา (1968-1987)ระยะที่ 2 ปรับเปลี่ยนนโยบายไปสู่ความยั่งยืนขององค์กร(1987-1996) ระยะที่ 3 โครงการปฏิรูป(1997-2001) โดยการปรับปรุงสถานการณ์ด้านการเงินในปีก่อนหน้านี้นับว่ายังไม่เพียงพอกับความคาดหวังของแหล่งเงินทุนภายนอก และกับการบริหารจัดการของธนาคารเอง นอกจากนี้แล้ว ธนาคารพัฒนาการเกษตรแห่งเอเซียก็เริ่มจะไม่สนับสนุนด้านการเงิน จึงต้องเริ่มโครงการปฏิรูปเพื่อปรับปรุงสถานะด้านการเงิน โดยปรับปรุงกลไกการให้เงินกู้เสริมสร้างความเข้มแข็งในเรื่องการระดมทรัพยากรเพื่อปรับฐานเงินทุนและป้องกันปัญหาการเกิดสภาพคล่อง และเพื่อลดหนี้เงินกู้ค้างชำระ
ระยะต่อไปคือการปรับปรุงสถานภาพด้านเศรษฐกิจขององค์กร โยเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสโดยการใช้นโยบายบัญชีที่เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยมีการใช้"ศูนย์ความรับผิดชอบ" กับสำนักงานพื้นที่ โดยนโยบายสำคัญในระยะที่ 2 ได้แก่การใช้นโยบายด้านการสำรองหนี้สูญอย่างระมัดระวังเพื่อให้สำนักงานรับรู้ถึงผลกระทบของทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้ และไม่ก่อให้เกิดรายได้ การเข้มงวดยิ่งขึ้นในเรื่องนโยบายการรับรู้รายได้และการใช้ระบบ Transfer Price
ในที่สุด ADBL ก็ประสบความสำเร็จในการ Outsource เครือข่ายภายนอก ทำให้สามารถเข้าถึงคนยากคนจนในระบบด้วยระบบการให้บริการที่ทำให้องค์กรมีความยั่งยืนทางการเงิน และการดำเนินงานตามแนวทางในเรื่องการปฏิรูปองค์กรทำให้ธนาคารสามารถเติบโตขึ้นอีกในอนาคต
เมื่อมองธนาคารอันดับหนึ่งของเนปาลที่มีฐานความก้าวหน้าจากความยากจน จนกลายเป็นธนาคารอันดับที่หนึ่งโดยมีฐานเป็นประชาชนผู้มีรายได้น้อย จึงน่าจะหันไปมอง โครงการธนาคารชุมชนของ ธ.ก.ส.
โครงการธนาคารชุมชนของ ธ.ก.ส. ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
1.เพิ่มโอกาสให้กลุ่มประชาชนที่ขาดโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินฐานรากได้อย่างทั่วถึงและตรงกับความต้องการเพื่อลดภาระการกู้ยืมเงินนอกระบบ
2.สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน โดยการส่งเสริมองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพ เพื่อสร้างงานเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้
3. เสิรมบทบาทของ ธ.ก.ส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ในการเปิดช่องว่างของการให้บริการทางการเงินเชิงพาณิชย์ โดยการให้บริการทางการเงินเพื่อคนมีรายได้น้อย
แนวคิดของธนาคารชุมชน1.ธนาคารชุมชนเป็นโครงการให้กู้เงินสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ตั้งใจประกอบสัมมาชีพเพื่อสร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้
จากผลการสำรวจลักษณะทางประชากรและสังคมของชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเมืองปี2549 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ผู้มีรายได้น้อยที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมืองและชุมชนชนบท ทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆพบว่า ผู้มีรายได้น้อยประกอบอาชีพดังนี้ 1)พนักงานบริษัท/ห้างร้าน/ร้านค้า 2 ค้าขาย 3 ลูกจ้างรายวัน /รายชิ้นงาน 4 รับจ้างทั่วไป 5 ขับรถ/ขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และจากการสำรวจภาวการณ์ทำงานของประชากรทั่วราชอาณาจักร พ.ศ.2552 โยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าจำนวนลูกจ้างที่มีระดับรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน มีจำนวนถึง 13.4 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ของลูกจ้างทั้งหมด 16.7 ล้านคน นอกจากนี้ ผลสำรวจระดับหมู่บ้านปี 2544 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ยังพบว่า ร้อยละ 44 ของจำนวนหมู่บ้านที่สำรวจทั้งหมด 59,614 หมู่บ้าน มีความเดือดร้อนต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือในเรื่องเงินทุนในการประกอบอาชีพ
การดำเนินงานโครงการธนาคารชุมชน แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรกคือการคตั้งคณะกรรมการจัดสรรงบประมาณจำนวน 6,000 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของธนาคารตั้งคณะกรรมการบริหาร ตั้งสำนักงานโครงการธนาคารชุมชน และเริ่มให้ผู้ใช้บริการสินเชื่อ เบิกรับเงินกู้ ชำระคืนเงินกู้ และบริการอื่นๆ โดยระยะแรกมีเวลาดำเนินการ 3 ปี
ในระยะที่ 2 มีการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อรองรับการดำเนินงาน"ธนาคารชุมชน" ตั้งแต่ปีบัญชี 2556 เป็นต้นไป โดยจัดตั้งเป็นรูปของบริษัทมหาชน จำกัด โดยธ.ก.ส. เป็นผู้ถือหุ้นหรือร่วมลงทุนกับนิติบุคคลอื่นๆ หรือ องค์กรการเงินชุมชน ตามพ.ร.บ.ธ.ก.ส. มาตรา 10(14)หรือ(15)
การบริหารงานโครงการ1. กำหนดให้พนักงานธนาคารชุมชน 1 ราย รับผิดชอบดูแลลูกค้า 250-300 รายโดยให้พนักงานธนาคารชุมชนออกพบปะเยี่ยมเยียนลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้คำแนะนำและให้บริการรวมทั้งการรับเงินฝากรายวันด้วย
2. เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่ลูกค้า ธนาคารชุมชนจะสนับสนุนให้มีระบบสวัสดิการชุมชนหรือระบบการประกันชีวิตหรือประกันภัยให้แก่ผู้กู้ โดยใช้เงินจากกองทุนสวัสดิการที่ธนาคารชุมชนจัดตั้งขึ้น
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการดำเนินโครงการ
1.ประชาชนผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งทุนในการประกอบอาชีพบนฐานความร่วมมือของชุมชน สามารถพัฒนาอาชีพเดิมของตน และสร้างอาชีพใหม่ให้มีรายได้ที่มั่นคงและสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
2.ช่วยเสริมบทบาท ธ.ก.ส.ให้สามารถขยายความช่วยเหลือลงถึงประชาชนระดับฐานรากที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ นอกเหนือจากภารกิจและขอบเขตการช่วยเหลือปกติของ ธ.ก.ส.ในปัจจุบัน
สรุปได้ว่า โครงการธนาคารชุมชน จะสามารถช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในระบบสถาบันการเงินได้จำนวน300,000 ราย และสามารถพัฒนากลุ่มการเงินให้มีศักยภาพที่จะสนับสนุนสินเชื่อให้กับผู้มีรายได้น้อยในวงเงิน 10,200 ล้านบาท ได้อย่างเป็นระบบ
ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย









